วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

บุเรงนอง


บุเรงนอง

พระเจ้าบุเรงนอง (Bayinnaung) กษัตริย์พม่าพระองค์ที่ 3 ในราชวงศ์ตองอู อาจเรียกได้ว่า เป็นกษัตริย์พม่าองค์ที่คนไทยหรือชาวต่างชาติ รู้จักดีที่สุดก็ว่าได้ เนื่องด้วยเกียรติประวัติอันเลื่องลือ จนมีฉายาว่า "พระเจ้าชนะสิบทิศ" อีกทั้งยังมีวรรณคดีประเภท นิยายปลอมพงศาวดารชื่อดังที่มีพระองค์เป็นตัวเอกของเรื่อง คือ "ผู้ชนะสิบทิศ" ด้วย ซึ่งได้มีการนำไปสร้างเป็นละคร ภาพยนตร์ในภายหลังหลายต่อหลายครั้ง
พระเจ้าบุเรงนอง ประสูติเมื่อ
วันพุธ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2059 ก่อนพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เพียง 1 เดือน ตามความเชื่อของคนทั่วไป เชื่อว่าพระนามดั้งเดิมของพระองค์คือ "จะเด็ด" (ตามนิยายผู้ชนะสิบทิศ) แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระนามดั้งเดิมของพระองค์อาจออกเสียงว่า "จะเต็ด" โดยอาจแปลได้ว่า "เจ้าปลวกไต่" (จะ หมายถึง ปลวก เต็ด หมายถึง ไต่ หรือ ป่ายปีน) และมีอีกหนึ่งหลักฐานที่ระบุว่า พระนามดั้งเดิมคือ "เชงเยทุต" โดยแปลได้ว่า "เจ้ายอดผู้กล้า" (เชง เป็นคำที่เรียกหน้าชื่อบุคคลสำคัญ เย หมายความว่า กล้าหาญ และ ทุต อาจแปลได้หลากหลาย แต่ในบริบทเช่นนี้ควรแปลว่า ยอด)
พระเจ้าบุเรงนอง ในนิยายผู้ชนะสิบทิศ กำเนิดเป็นบุตรของสามัญชนที่มีอาชีพปาดตาล แต่ข้อเท็จจริงแล้ว พระองค์เองมีเชื้อกษัตริย์ในตัว โดยเป็นบุตรชายของ เมงเยสีหตู ขุนนางระดับสูงผู้หนึ่งของพระเจ้าเมงจีโย พระราชบิดาของ
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เมงเยสีหตูผู้นี้ เชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสถาปนาอาณาจักรตองอูร่วมกับพระเจ้าเมงจีโย และได้รับการอวยยศเป็นถึง เจ้าเมืองตองอู เมืองหลวงอีกด้วย

เมงเยสีหตู ในภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท (พ.ศ. 2544) รับบทโดย สมบัติ เมทะนี
ในวัยเยาว์ พระเจ้าบุเรงนองเติบโตมาพร้อมกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ แม้มิได้เป็นพระญาติกันโดยสายเลือด แต่ทั้ง 2 ก็มีความผูกพันกันเหมือนพระญาติ เนื่องจาก เมงเยสีหตู บิดาของพระเจ้าบุเรงนองก็เป็นบุคคลที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เคารพ โดยมีฐานะเป็นถึง พระอาจารย์ ที่ปรึกษา ขุนนางคนสำคัญ และมีสถานะอีกด้านเป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ด้วย โดยบุตรสาวของเมงเยสีหตู ก็เป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้
และพระพี่นางของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นามว่าพระนางตะเกงจีก็เป็นมเหสีอีกองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง ด้วยเช่นกัน
พระเจ้าบุเรงนองก่อนขึ้นครองราชย์ มีสถานะเป็นแม่ทัพคนสำคัญของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้
พระนามของพระเจ้าบุเรงนอง ออกเสียงตามสำเนียงพม่าว่า "บาเยนอง" มีความหมายว่า "พระเชษฐาธิราช" และมีพระนามเต็มว่า "บาเยนองจอเดงนรธา" (ไทยเรียกเพี้ยนเป็น "บุเรงนองกะยอดินนรธา") แปลว่า "พระเชษฐาธิราชผู้ทรงกฤษดาภินิหาร" โดยพระนามนี้ เชื่อว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้พระราชทานให้ หลังจากพระเจ้าบุเรงนองชนะศึกนองโย อันเป็นศึกไล่ตามทัพของพระเจ้าสการะวุตพี กษัตริย์มอญ ที่เสียกรุงหงสาวดีให้แก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ อันเป็นเกียรติประวัติที่เลืองลือครั้งแรก ๆ ของพระองค์
พระนามต่าง ๆ ก็มีอีกมาก เช่น "เซงพะยูเชง" แปลว่า "พระเจ้าช้างเผือก" หรือ "ตะละพะเนียเธอเจาะ" อันแปลว่า "พระเจ้าชนะสิบทิศ" เป็นฉายาที่พบในศิลาจารึกของชาวมอญ และ
ชาวตะวันตกรู้จักพระองค์ในพระนาม "บราจินโนโค่" (Braginoco)
พระเจ้าบุเรงนอง นับว่าเป็นกษัตริย์พม่าที่ทางพม่านับว่า เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ 1 ใน 3 พระองค์ ด้วยความเป็นกษัตริย์นักรบอันเป็นที่ปรากฏพระเกียรติเลื่องลือ โดยยุคสมัยของพระองค์ อาณาจักรตองอูเข้มแข็งและแผ่ไพศาลอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยครอบคลุมอาณาเขตตั้งแต่ลุ่มน้ำ
อิระวดีจนถึงลุ่มแม่น้ำโขง มีประเทศราชต่าง ๆ มากมายในภูมิภาคอุษาคเนย์ ได้แก่ หงสาวดี, ล้านช้าง, ไทยใหญ่, เขมร, ญวน, อยุธยา, เชียงใหม่ เป็นต้น
ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพม่าระบุว่า ก่อนพระองค์จะออกทำศึกคราวใด จะทรงนมัสการพระธาตุชเวมอดอ หรือที่ชาวไทยเรียกตามชาวมอญว่า พระธาตุมุเตา พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองหงสาวดีก่อนทุกครั้ง (จุดที่เชื่อว่าพระองค์ถวายการสักการะก็ปรากฏอยู่หน้าพระธาตุตราบจนปัจจุบัน)
ไม่เพียงแต่มิติของการเป็นนักรบเท่านั้น พระเจ้าบุเรงนองยังถือว่าเป็นกษัตริย์นักปกครองและบริหารที่เก่งกาจอีกด้วย ด้วยการสามารถปกครองและบริหารข้าทาสบริวารมากมาย ทั้งของพระองค์เองและของประเทศราช เช่น การยึดเอาพระราชวงศ์ที่สำคัญ ๆ ของประเทศราชต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในพระราชวังเพื่อเป็นองค์
ประกัน เป็นต้น
เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี
พ.ศ. 2094 ด้วยการปราบดาภิเษก เพราะมีกบฏเกิดขึ้นมากมาย ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้

พระราชวังกัมโพชธานีในปัจจุบัน
พระราชวังของพระองค์ที่หงสาวดี มีชื่อว่า "
กัมโพชธานี" (Kamboza Thadi Palace) นับว่าเป็นพระราชวังที่ใหญ่โตสมพระเกียรติ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2109 ปีที่ 15 ของการครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์เรืองอำนาจสูงสุด พระองค์ตัดสินพระทัยเผาพระราชวังเก่าไปเนื่องจากมีการกบฏ พระราชวังกัมโพชธานีสร้างขึ้นโดยใช้แรงงานจากประเทศราชต่าง ๆ และพระองค์โปรดให้ใช้ชื่อประตูต่าง ๆ ตามชื่อของแรงงานประเทศราชที่สร้าง เช่น ประตูทางตอนเหนือปรากฏชื่อ ประตูโยเดีย (อยุธยา) ประตูตอนใต้ชื่อ ประตูเชียงใหม่ เป็นต้น
พระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ในปี
พ.ศ. 2124 ด้วยอาการพระประชวร ขณะยกทัพไปตีอังวะ ปัจจุบัน อนุสาวรีย์ของพระองค์มีต่าง ๆ มากมายหลายที่ในประเทศพม่า
ด้วยชีวประวัติอันพิศดาร และน่าสนใจ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์พม่าช่วงนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนชาวไทย ยาขอบ ได้หยิบยกขึ้นมาแต่งเป็นนิยายปลอมพงศาวดารชื่อดัง คือ ผู้ชนะสิบทิศ
พระบรมวงศานุวงศ์พระอัครมเหสี,เจ้านาง และพระสนม1.พระอัครมเหสีพระนางอดุลศรีตะเกงจีมหาเทวีเจ้า(พระพี่นางต่างมารดากับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้)2.พระราชเทวีจันทรา(ธิดากรุงอังวะ)3.พระราชเทวีเชงทะเว(ธิดาเมืองแปร)4.พระราชเทวีอุ่นคำ(มเหสีเมืองศรีสัตนาคนหุต ล้านช้าง)5.เจ้านางตองสี(ธิดาเมืองมอญ อดีตพระอัครมเหสีของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้)6.เจ้านางมิ่งแก้ว(ธิดาเมืองเชียงใหม่)7.พระเทพกษัตรีย์(พระขนิษฐาของพระวิสุทธิ์กษัตริย์)8.พระพิจิตรจินดา(ธิดาของสมเด็จพระมหินทราธิราช)9.พระสุพรรณกัลยา(ธิดาของพระวิสุทธิ์กษัตริย์ ทรงเป็นพระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)10.พระอินทรเทวี(ธิดาของพระสนมทองจันทร์ ผู้เป็นพระสนมของสมเด็จพระมหาธรรมราชา)11.นางเชลยจากไทย นามว่า"ทอง" ผู้เป็นนางธารกำนัลในตำหนักของพระศรีเสาวราช พระโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ได้ถวายตัวใกบพระเจ้าบุเรงนองในขณะที่ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในสมัยปลายรัชกาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ แต่นางเป็นไส้ศึกให้กับอยุธยา ภายหลังเจ้าสุวรณฉัตรจับได้จึงไปทูลฟ้องพระเจ้าบุเรงนอง นางจึงถูกเรียกตัวมาสอบสวนแต่คิดจักเอามีดดาบสังหารพระเจ้าบุเรงนอง พระองค์ทรงจับได้จึงสั่งตัดหัวของนางเสียบประจารไว้ที่หน้าทัพค่ายหงสาวดี
พระโอรสและพระธิดา1.พระอุปราชนันทบุเรง พระโอรสองค์เล็กของพระนางตะเกงจี2.เจ้าสุวรรณฉัตร พระโอรสของพระราชเทวีจันทรา3.เจ้ามังนรธาสอ พระโอรสของพระราชเทวีเชงทะเว4.เจ้านางนันทวดี พระธิดาองค์โตของพระนางตะเกงจี5.พระธิดาที่เกิดจากพระสุพรรณกัลยา(ไม่ทราบชื่อ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น